เหตุผลที่ชายไทยต้องเกณฑ์ทหาร

ทหารคือรั้วของชาติ เป็นประโยคที่ราคุ้นหูกันมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งนั่นก็คือความจริง ทหารมีหน้าที่หลากหลายอย่าง โดยรวมนั่นก็คือดูแลในเรื่องความสงบของประเทศชาติ เพื่อให้ประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ได้อยู่กันอย่างปกติสุข ไม่มีการรบราฆ่าฟันกันกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีข่าวเกี่ยวกับการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มคนร้ายอยู่บ่อยๆ อย่างที่เราเห็นกันก็คือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั่นเอง หน่วยงานที่ดูแลความสงบก็คือทหาร ผู้ที่ต้องสละชีวิตและครอบครัว เพื่อที่จะช่วยกันรักษาแผ่นดินของไทยไว้ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ในการเป็นทหารนั้นสามารถที่จะเข้ามาเป็นได้ 2 ทางคือ ผ่านการเกณฑ์เข้ามา กับการสมัครมาด้วยตนเอง
ในส่วนของเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องเกณฑ์ทหาร นั่นก็เพราะว่า การเกณฑ์ทหารเป็นกฎหมายของประเทศไทย ที่กำหนดให้ชายที่มีสัญชาติไทยมีหน้าที่ต้องเข้ารับราชการทหารด้วยตนเองทุกคน ซึ่งชายไทยนั้นจะได้เป็นทหารกองเกิน ตั้งแต่อายุ 18 ปีบริบูรณ์ ซึ่งทหารกองเกินเหล่านี้จะต้องถูกเรียกไปเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าทุกคนที่เกณฑ์จะต้องเป็นทหารหมด เพราะในเกณฑ์จะมีข้อยกเว้น เช่น คนพิการ เป็นต้อหิน หูหนวกทั้งสองข้าง ลิ้นหัวใจพิการ เป็นโรคหืด เบาหวาน โรคจิต เป็นใบ้ เป็นโรคผิวเผือก เป็นต้น หรือจะเป็นการขอผ่อนผัน ส่วนมากจะเป็นคนที่กำลังเรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษา ลำดับต่อมาคือคนที่มีร่างกายไม่พร้อม หรือไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เช่น สูงไม่ถึง 146 เซนติเมตร หรือมีขนาดรอบตัวไม่ถึง 76 เซนติเมตร เป็นต้น แต่ในการเกณฑ์ทหารนั้น ถ้าหากว่ามีคนสมัครเข้ากองประจำการเต็มจำนวนที่รับแล้ว ก็จะไม่มีการจับฉลาก หรือการเกณฑ์ทหารขึ้น
นอกจากนี้ยังมีชายหนุ่มชาวไทยอีกหลายคนที่เลี่ยงการเข้ารับเกณฑ์ทหารด้วยวิธีการต่างๆ เช่น มีการยัดเงินให้สัสดีเพื่อปลอมแปลงเอกสารปลอมใบรับรองผลการตรวจเลือก หรือระบุว่าเป็นคนที่มีความผิดปกติทางร่างกาย จึงไม่ต้องเข้ารับการจับฉลาก และอีกวิธีการคือย้ายสำมะโนครัวไปยังพื้นที่ ที่มีคนสมัครเป็นทหารเต็มแล้ว ซึ่งทั้งสามข้อนี้จะมีความกล่าวข้องกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ ซึ่งถ้าหากว่าถูกจับได้ก็ต้องถูกดำเนินคดีทั้ง 2 ฝ่าย นอกจากนี้แล้วยังมีผู้ที่หนีการเกณฑ์ทหารโดยที่ไม่ปรากฏตัวเลยตั้งแต่ลงทะเบียนทหารกองเกิน หรือบางคนหนีออกจากค่ายหลังจากที่ได้รับการคัดเลือกเข้าประจำการแล้ว ซึ่งในกรณีนี้ คนที่หนีมักจะรอให้พ้นอายุของการประจำการคือ 30 ปี และจะรอให้คดีความนั้นหมดอายุ จึงสามารถที่จะมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้ เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นเมื่อทางหน่วยงานราชการสืบทราบก็จะถูกดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป